[Translate] SPEED OF FLOW : The Rodeo Carburettor

posted on 22 Oct 2011 21:28 by capuchino-chocolate  in Translate

SPEED OF FLOW

Artist : The Rodeo Carburettor

Translate : YULATY

 

オレンジの空は 今にも崩れそうだ

ORENJI no sora wa ima ni mo kuzure sou da

ท้องฟ้าสีส้มดูเหมือนกำลังจะแตกสลายในตอนนี้

すぐそこに夜を 告げるようだ

sugu soko ni yoru wo tsugeru you da

อย่างกับจะบอกว่ายามราตรีกำลังจะมาถึง

歪んだ視界の人も 夜空の星たちでも

hizun da shikai no hito mo yozora no hoshi tachi demo

บดบังทัศนวิสัยของมนุษย์ แต่ดวงดาวของผืนฟ้าที่ว่างเปล่า

刻まれていく SPEED OF FLOW

kizamareteiku SPEED OF FLOW

ทำให้มันถูกกรีด SPEED OF FLOW

 

 

見つめ合うなら すぐに交わすキスを

mitsume au nara sugu ni kawasu KISU wo

ถ้าฉันได้พบกับเธอ เราแทบจะจูบกันในทันทีเหมือนกับ..

グラスが欠ける夜に・・ 夜に・・

GURASU ga kakeru yoru ni.. yoru ni...

แก้วที่แตกสลาย, ค่ำคืนนี้..

見つめ合うなら 覚えている指の感触だけで探す 夜に・・

mitsume au nara oboeteiru yubi no kanshoku dake de sagasu yoru ni...

ถ้าฉันได้เจอกับเธอ มันจะมีเพียงความทรงจำของสัมผัสจากปลายนิ้วนั้นที่ฉันค้นหาในคืนนี้

 

 

フライト見つめた ピュアな少年の瞳 騙し合いの安い欲望も

FURAITO mitsumeta PYUA na shounen no hitomi damashiai no yasui yokubou mo

นัยน์ตาใสซื่อของเด็ก ๆ มองไปที่การบิน ฉายแววความปรารถนาอันน้อยนิด

モノクロのピクチャー しわくちゃ顔 ストーリー

monokuro no PIKUCHA shiwakucha kao SUTORI

เรื่องราวของใบหน้าบิดเบี้ยวในรูปขาวดำ

刻まれていく SPEED OF FLOW

kizamareteiku SPEED OF FLOW

ฉีกมันลงในทันที SPEED OF FLOW

 

 

見つめ合うなら すぐに交わすキスを

mitsume au nara sugu ni kawasu KISU wo

ถ้าได้เผชิญหน้ากัน ฉันจะจูบเธอ ราวกับว่าเป็น..

グラスが欠ける 夜に・・ 夜に・・

GURASU ga kakeru yoru ni... yoru ni...

เศษแก้ว, ราตรีนี้...

いつかサヨナラ 夢の中でも今を指先だけでなぞる 夜に・・

itsuka sayonara yume no naka demo ima wo yubisaki dake de nazoru yoru ni...

แม้แต่ในความฝันเมื่อได้กล่าวลา จะเหลือแค่ร่องรอยสัมผัสจากปลายนิ้วในคืนนั้น

 

SPEED OF FLOW

 

オレンジの空は 今にも崩れそうだ

ORENJI no sora wa ima ni mo kuzure sou da

ท้องฟ้าสีส้มมันดูเหมือนกำลังจะถูกกัดกิน

終わりが始まって そして未来が生まれて

owari ga hajimatte soshite mirai ga umarete

เกิดขึ้นมาเพื่อสิ้นสุดลง และ อนาคตกำลังเริ่มขึ้น

ここに告げるように夜が 今すぐそこに夜が

koko ni tsugeru you ni yoru ga ima sugu soko ni yoru ga

คำกล่าวนั่นที่บอกถึงรัตติกาล

 

 

見つめ合うなら すぐに交わすキスを

mitsume au nara sugu ni kawasu KISU wo

หากได้สบตา เราแทบจะแลกจูบกันทันที เหมือนกับ..

グラスが欠ける 夜に・・ 夜に・・

GURASU ga kakeru yoru ni... yoru ni...

แก้วที่แตกร้าว, ค่ำคืนนี้...

孤独な夜も ノイズの街も 今は足音だけが響く夜に

kodoku na yoru mo NOIZU no machi mo ima wo ashioto dake ga hibiku yoru ni

มีเพียงเสียงอึกทึกของเมืองและเสียงสะท้อนของพาหนะเท่านั้นในคืนนี้

________________________________________________________

มันออกจะแปลกไป(ไม่)หน่อย ยังไงก็ฝากติชมด้วยค่ะ (_ _)

เป็นการแปลจากญี่ปุ่นเพียว ๆ ครั้งแรกในชีวิต .. แอบยากแฮะ

จะตั้งใจเรียนมากกว่านี้ค่าา 

HBD. to Akumi-san :)

posted on 14 Oct 2011 23:59 by capuchino-chocolate
 
 
 
 
 
 
 
ยอมบล็อกแหกคร่ะคุณ...
ฮือว์ ทั้งที่อุตส่าห์ได้เจอแล้วเชียว วันเกิดน่าจะได้ไปหา เสียจุยยยย 
 
ขอให้พี่สาวมีความสุข ประสบแต่สิ่งดีๆนะคะ 

[Fic ; Lucifer Family] JUST SAY .. [1]

posted on 09 Oct 2011 21:34 by capuchino-chocolate

Title : JUST SAY… (09102011)

Series : Lucifer Family

Pairing : Kamil x Allen

Rate : PG-13

Writer : YULATY

Note : มันมาอีกแล้วค่ะ มาอีกแล้ว! หาเรื่องอีกแล้ว .. แต่ว่าอันนี้เป็นช็อทฟิคนะ เชื่อสิ !!

 

 

. . . J U S T S A Y . . .

 

อากาศเย็นลงแล้ว ..

แสงสีทองที่ทอกระจ่างบนผืนฟ้าค่อยๆถูกความมืดกลืนกินไปทีละนิด ในขณะที่ผมยังคงค่อยๆเดินชมบรรยากาศโดยรอบที่มีพืชพรรณต่างๆนานาของออร์ติบาลซึ่งเป็นทางไปสู่ชายป่าที่ตั้งอยู่ริมอีกฝั่งของคลองไอซิสเมอร์้เรย์ซึ่งเป็นทางผ่านไปสู่หอพักปีศาจอย่างเชื่องช้า

 

          ...หนึ่งปีแล้วสินะ

 

หนึ่งปีที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ..

วันที่มีแวมไพร์ที่มาจากไหนไม่รู้เข้ามากินเลือดแก้วสุดท้ายของชิอัน

วันที่แวมไพร์ที่มาจากไหนไม่รู้เข้ามาทำร้ายผม

 

          ... วันที่ผมได้พบเจอกับ ’เขา’

 

 

 

 

 

          “อเลน ไหงวันนี้กลับเย็นกว่าปกติล่ะเนี่ย ?” เป็นวอแลนซ์ที่เอ่ยทักผมก่อนใครเพื่อนเมื่อเห็นผมก้าวเข้ามาในร้าน

          “เดินเรื่อยเปื่อยอยู่น่ะครับ” ผมตอบอย่างเนือยๆก่อนจะก้าวขึ้นไปบนห้องของตัวเองท่ามกลางสายตาของคนในร้านที่มองตามมาอย่างแปลกใจ

          “ท่าทางมาสเตอร์จูเนียร์ดูแปลกๆนะ”

 

          สิ่งแรกที่ผมทำหลังก้าวเข้ามาในห้องและปิดประตูให้สนิทเรียบร้อยแล้วก็คือการปลดสัมภาระบนหลังลงวางบนพึ้นแล้วขึ้นไปนอนแผ่บนเตียงพลางนึกถึงเรื่องเมื่อปีที่แล้ว

          ... หวังว่าจะมาถึงในเร็ววัน

เร็ววันบ้าอะไรกัน .. นี่มันเกือบปีแล้วนะ

เกือบปีแล้วนะที่ผมได้แต่รออย่างนี้ .. รอคนคนเดียว

          ... รอคามิล

 

ผมอิจฉาดาเมี่ยน .. ใช่

ผมอิจฉาที่คามิลมีท่าทีเป็นห่วงดาเมี่ยนมากขนาดนั้น

ผมอิจฉาที่คามิลกลับไปที่คาริเดียเพราะว่าดาเมี่ยนไม่ได้กลับมาด้วย

ผมอิจฉา ... เพราะว่าตอนที่ผมเข้าไปขวางในประตูมิติเพื่อไม่ให้ดาเมี่ยนทำลายมัน คามิลไม่แม้แต่ขยับตัวสักนิด

 

          “อเลน” เสียงพ่อนี่นา สงสัยว่าผมคงคิดมากจนเผลอหลับไป ผมรีบยันตัวขึ้นนั่งทันทีแม้ว่าจะยังปิดตาอยู่ข้างนึง แต่แล้วเมื่อมองเห็นเส้นผมสีสนิมอันเป็นเอกลักษณ์ของใครบางคน ผมก็ตื่นเต็มตาทันที

          “ท่านคามิล อเลนตื่นแล้วถ้าอย่างนั้นผมคงต้องขอตัว..”

          “อืม” เสียงทุ้มของเขาเอ่ยตอบแผ่วเบา แล้วพ่อก็เดินออกไปทิ้งเขาให้อยู่กับผมเพียงลำพังในห้อง

          ... เขาไม่พูดอะไรอีกเลยนับตั้งแต่พ่อเดินออกไป

แล้วจู่ๆ น้ำใสๆก็รื้นขึ้นมาตามขอบตาแล้วไหลลงอาบแก้มผมโดยที่ไม่รู้ตัวเลยสักนิด ผมไม่รู้เลยว่าตอนนี้รู้สึกยังไงเพราะเหมือนกับว่าอารมณ์ความรู้สึกหลายๆอย่างของผมมันผสมปนเปกันไปหมด ความตื่นตระหนกฉายขึ้นบนดวงตาสีเทาของเขาเมื่อมองมาที่ผม แล้วเขาก็ทำในสิ่งที่ผมคาดไม่ถึง

          ... เขากอดผม

วงแขนแกร่งโอบกอดแนบแน่นแต่ทว่าทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นจนปล่อยโฮออกมาอีกรอบ คามิลยกมือขึ้นลูบหัวของผมอย่างอ่อนโยนเหมือนกับว่าจะปลอบให้หยุดร้องไห้ แต่ก็ยังไม่มีเสียงอะไรหลุดออกมาจากปากของเขาอยู่ดี..

          จนกระทั่งเขาผละออกจากตัวผม

          “อ...อเลน ร้องไห้ทำไม ?” เขาร้อนใจไม่น้อย ดูจากมือที่ปาดของเหลวในตาผมออกอย่างสั่นๆอย่างควบคุมไม่ได้กับคิ้วที่เกือบจะขมวดติดกัน แล้วเขาก็เอ่ยถามอีกรอบด้วยเสียงห้วนสั้นกว่าเดิม “ร้องไห้ทำไม”

          “...” จะให้ผมตอบอะไรล่ะ ผมร้องไห้เพราะอะไรผมเองก็ยังไม่รู้เลย รู้แต่ว่าแค่เห็นหน้าคามิล ความรู้สึกมันก็ล้นอยู่ในอกจนผมอยากร้องไห้ออกมาก็เท่านั้นเอง..

          เมื่อยังเห็นว่าผมยังคงนั่งนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร เขาก็ลุกขึ้นแล้วโน้มลงมาพูดกับผมว่า “ฉันกลับนะอเลน”

          จะบ้ารึไง! กอดผมเสร็จก็จะกลับ งี้ผมก็ร้องไห้ฟรีดิ!

          “คามิล” ในที่สุดเสียงของผมก็หลุดออกจากลำคอเสียที คามิลที่เดินไปเกือบจะถึงประตูรีบหันขวับมาหาผมที่นั่งอยู่บนเตียง  แล้วใบหน้าของเขาก็มีเลือดฝาดมากขึ้นทันทีเมื่อผมเอ่ยประโยคถัดไป

          “ยินดีต้อนรับกลับครับ พี่คามิล”

 

ในขณะที่เดินลงมาชั้นล่างหัวผมก็นึกถึงเหตุการณ์ในห้องที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่อยู่ตลอด

          เขากอดผม ..

          ผมยังลืมความอบอุ่นในอ้อมนั้นไปไม่ได้ กลิ่นชายหนุ่มอันมีเสน่ห์ของคามิลยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ น้ำเสียงแสนอ่อนโยนที่เขาพูดกับผม และสีหน้าของเขาเมื่อผมเรียกเขาว่า ’พี่’ แน่นอนว่าเหตุการณ์ในห้องนั้นไม่มีใครรู้นอกจากตัวผมเองและพี่คามิล และเราสองคนคงไม่คิดจะบอกใครด้วยเช่นกัน

          “ไง นายกลับมาทำไมน่ะ” เป็นวอแลนซ์อีกแล้วที่เอ่ยทักผม ก่อนที่เขาจะหันไปทางคามิล ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มขึ้นน้อยๆแล้วเอ่ยตอบว่า “มาฟังคำว่าพี่จากน้องชาย”

          ... พูดเฉยๆก็ได้นะ ไม่ต้องยกมือมาขยี้ผมยุ่งๆของผมให้มันยุ่งเพิ่มหรอก

          “ได้ฟังแล้วสินะฮะ หน้าแดงแปร๊ดกันเชียว” ชิอันเอ่ยแซว แล้วคนในร้านซึ่งเป็นสมาชิกของหอปีศาจทั้งหมดก็ผิวปากบ้างโห่บ้างอย่างพร้อมเพรียงกัน จนพ่อเดินออกมาจากครัวพร้อมอาหารนั่นแหละ ถึงหยุดกันแล้วไปสนใจอาหารกันแทน เอ่อ ... ถึงจะหยุดส่งเสียงกันไปแล้วแต่ทำไมมองหน้าผมกับพี่คามิลอย่างนั้นล่ะ

          “ไม่สบายหรออเลน” พี่ชายเอ่ยถามพร้อมกับยกมือมาอังบนหน้าผากผม แล้วแตะที่สีข้าง “ตัวไม่ร้อนนี่ ทำไมหน้าแดง”

          ... นี่คือเหตุผลที่พร้อมใจกันแซวทั้งร้านสินะ

          “ผมไม่เป็นไรซะหน่อย เลิกทำให้ผมของผมยุ่งซะทีเถอะน่า!” ผมปัดมือเขาออกจากหัวแล้วเดินไปร่วมวงที่โต๊ะอาหารโดยทิ้งให้พี่ยืนค้างอยู่อย่างนั้น

          ... อ่า ทำไมเขาทำหน้าแบบนั้นล่ะ

          “ท่านคามิล” พ่อเอ่ยเรียกเขา แล้วกล่าวเชิญให้มานั่งทานอาหารเย็นด้วยกัน ผมคิดว่าเขาจะมานั่งด้วยจึงเว้นเก้าอี้ข้างๆไว้ให้ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็พบว่าคามิลหายไปซะแล้ว

          พ่อเดินเข้ามานั่งตรงข้ามผม บอกว่าคามิลจะออกไปเดินข้างนอก แล้วทำหน้าจริงจังซักผมเสียยกใหญ่ว่าไปทำอะไรให้คามิลเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ซึ่งผมก็ได้แต่ตอบไปตามความจริง พอพ่อฟังแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อแต่หันไปกินสปาเกตตีครีมซอสซะอย่างนั้น!

          ... ผมต้องออกไปตามเขาใช่ไหมเนี่ย